Make your own free website on Tripod.com
สรรค์ โพธิธารา บุตร พระชาญ เป็นชายหนุ่มรูปงาม สุภาพอ่อนโยน อารมณ์สงบเยือกเย็น เป็นนักกีฬา และความสามารถที่โดดเด่นที่สุด ก็คือการเขียนภาพสีน้ำมัน เขามีพรสวรรค์และรักการวาดภาพเป็นชีวิตจิตใจ สรรค์ทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ หลังจากเรียนจบปริญญากสิกรรมจากฟิลิปปินส์ และยังมีประกาศนียบัตรการเขียนภาพพ่วงมาด้วย เขาทำงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยบุคลิกและความสามารถโดดเด่นดังกล่าว สรรค์จึงเป็นบุคคลที่ สุวลี สาวสวยธิดาคนเดียวของ พระยากิติเกษตร ข้าราชการตำแหน่งสูงฐานะมั่นคั่ง ให้ความสนใจเป็นพิเศษ หลังจากที่สุวลีขอให้สรรค์วาดภาพของเธอด้วยสีน้ำมันภาพหนึ่งแล้วทั้งคู่ก็รักกัน และหมั้นกันในเวลาต่อมา

ในคืนวันหมั้น หลังจากเสร็จงานเลี้ยงฉลอง สรรค์กลับถึงบ้านก็พบว่าพ่อของเขาได้พาผู้หญิงพาตเนอร์มาเป็นภรรยาและอยู่ในบ้าน สรรค์แสดงความรังเกียจพ่อและโกรธพ่อมาก ทั้งสองทะเลาะกัน แล้วสรรค์ก็ขับรถออกจากบ้านคิดว่าจะไปพักกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ขณะที่สรรค์ขับรถไปเรื่อยๆ ไปตามถนน เขาเห็นชายคนหนึ่งโบกมือ เมื่อเขาหยุดรถก็ถูกชายสองคนใช้ท่อนยางตีที่ศีรษะจนสลบ ทิ้งไว้ข้างถนน แล้วผู้ร้ายก็ชิงรถไป โดยผู้ร้ายเปลี่ยนเอาเสื้อกางเกงของเขาไปและทิ้งชุดของมันไว้ให้

รุ่งเช้าวันนั้นเมื่อเขารู้สึกตัวขึ้นมา เขาจำไม่ได้เลยว่าเขาเป็นใครและจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้ทั้งสิ้น เขาออกเดินไปเรื่อยๆ เมื่อเขาเห็นกรรมกรจีนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นไปบนโป๊ะเหล็กบรรทุกข้าวสาร เขาก็เดินตามขึ้นไปแล้วขอทำงานกับกุลีขนข้าวด้วย กุลีจีนตั้งชื่อให้เขาว่า เสียม เรือลากโป๊ะข้าวสารเดินทางไปยังเกาะสีชัง เมื่อถึงเกาะสีชัง สรรค์ผู้เสียความทรงจำแล้วหลงไหลธรรมชาติของเกาะสีชังมาก เขาหนีจากเรือที่จอดอยู่นอกฝั่งเกาะสีชังว่ายน้ำกลับไปที่เกาะ แต่ระยะทางค่อนข้างไกล เขาจึงหมดแรง ลอยคออยู่เป็นเวลานาน แล้วในที่สุดสรรค์ก็หมดสติและกำลังจะจมลง ในขณะที่เรือหาปลาลำหนึ่งลอยลำอยู่ไม่ห่างนัก มองเห็นจึงเร่งพายเรือมาช่วยชีวิตเขาไว้พาขึ้นเรือกลับไปบ้าน

สรรค์ได้รู้ในเวลาต่อมาว่าผู้ที่ช่วยเขาจากการจมน้ำตายคือ นิด นิดเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี มีความงามตามธรรม มีพี่ชายคือ เนื่อง และแม่คือ นิ่ม พ่อตาย อาชีพของครอบครัวนี้ก็จับปลามาขาย ปลูกผักและเลี้ยงไก่พอมีพอกิน เมื่อสรรค์รู้ความจริงว่านิดเป็นผู้ช่วยเขาขึ้นมาจากการจมน้ำตาย เขารู้สึกถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของนิดจนเขายกให้นิดประหนึ่งสิ่งศักสิทธิ์ที่เขานับถือบูชา และให้ความเคารพยำเกรงนิดมาก

สรรค์ยังคงอาศัยอยู่กับครอบครัวของนิดต่อไป เมื่อนิดรู้ว่าสรรค์จำอะไรแต่หนหลังไม่ได้เลย จึงไม่สามารถจะปล่อยให้สรรค์ซัดเซพเนจรต่อไปอีกจากการที่เขาเคยเรียนด้านกสิกรรมมาทำให้เขามีความสามารถและมีความรู้ในด้านการเพาะปลูก และการเกษตร เขาช่วยทำให้ผลผลิตที่ได้มีมากขึ้น เขาทั้งปลูกผัก เลี้ยงไก่ ทำให้มีผักและไข่ขายได้รายได้มากขึ้น ทำให้ครอบครัวของนิดมีฐานะดีขึ้นเป็นลำดับ ทุกคนรักสรรค์แม้แต่ เชิด เพื่อนของเนื่องซึ่งมาหลงรักนิด เพราะสรรค์ขยันขันแข็งและมีความอ่อนโยนต่อทุกคน

วันหนึ่งสรรค์ได้รับบาดเจ็บที่เท้าจนเดินไม่ได้ ต้องนอนพักเป็นเดือน นิดคอยดูแลพยาบาลสรรค์ด้วยความเป็นห่วง ทั้งแม่และพี่รู้ว่านิดมีใจให้สรรค์แต่ก็มิได้ขัดขวาง จากการที่สรรค์ป่วยคราวนี้ทำให้สรรค์และนิดมีความใกล้ชิดกันมาก สรรค์ได้มีโอกาสจับตามองนิดด้วยสายตาที่พินิจแล้วเขาก็ตะลึงในความงามและในบัดนั้นเขารู้สึกถึงประกายความเป็นจิตรกรเอกของเขาว่าได้พบแบบอันงดงามปราศจากที่ติเข้าแล้วและในวันนั้นสรรค์ก็ได้ขอวาดภาพของนิดโดยใช้ดินสอก่อน ภาพที่วาดออกมาสวยงามและเหมือนแบบคือนิด เขาเองก็เกิดความสงสัยในตัวเองว่าทำได้อย่างไรและเมื่อเขาระลึกว่าถ้าวาดด้วยสีน้ำมันจะงามมากกว่านี้ นิดจึงจัดการให้เขิดไปซื้ออุปกรณ์การวาดภาพด้วยสีน้ำมันมาให้ หลังจากนั้นสรรค์ก็ได้วาดภาพสีน้ำมันมาให้ หลังจากนั้นก็วาดภาพด้วยสีน้ำมันโดยนิดเป็นแบบให้หลายต่อหลายครั้ง จากการที่สรรค์ได้จ้องพินิจ ดูแทบตลอดของการวาดภาพ ทำให้เขามีความรู้สึกต่อนิด แต่ก็พยายามระงับเอาไว้ ในที่สุดภาพสีน้ำมันก็เสร็จลง มันเป็นภาพที่สวยอย่างวิเศษ เขาให้ชื่อภาพนี้ว่า " สาวน้อย "

วันนั้นหลังจากเขียนภาพเสร็จ สรรค์ออกปากขอไปเที่ยวเกาะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเขาเคยมองดูและคิดจะไปนานแล้ว นิดขอตามไปด้วย และที่เกาะนี้เองสรรค์ได้เปิดเผยความรู้สึกที่เขามีต่อนิด โดยที่เขาไม่สามารถต่อสู้ความรู้สึกเดิมที่เขาจะนับถือและบูชานิดเหมือนเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ เขารักนิดเสียแล้ว นิดเองก็สารภาพว่ารักสรรค์เช่นกัน ทั้งคู่แต่งงานกัน ชีวิตสามีภรรยาผ่านไปได้ด้วยความสุขเต็มเปี่ยม รักกันอย่างดูดดื่ม ผ่านไป 3 วัน ทอมแมคกินนี่ อาจารย์ชาวอเมริกันซึ่งเคยสอนวิชาวาดเขียนให้เขาที่ฟิลิปปินส์มาเที่ยวเมืองไทยและมาที่เกาะสีชัง เขาผ่านบ้านของนิดเห็นภาพ " สาวน้อย " ที่ติดแขวนอยู่ที่ฝาบ้าน เขาได้พบสรรค์และจำสรรค์ได้ ในขณะที่สรรค์จำเขาไม่ได้เลย ทอมซื้อภาพ " สาวน้อย " สรรค์ยอมขายโดยที่ไม่เต็มใจเลย เขารักภาพนี้มากและคิดว่าไม่สามารถจะเขียนภาพอย่างนี้ได้อีกแล้ว แต่นิดต้องการเงินมาใช้ในการใช้จ่ายในครอบครัว

ทอมได้ส่งวิทยุโทรเลขถึงพระชาญเลขาพ่อของสรรค์ทันที และแจ้งว่าสรรค์เสียความทรงจำ คุณพระได้เตรียมหมอต่างประเทศไว้เพื่อผ่าตัดสมองทันที แล้วก็เดินทางมาที่เกาะสีชัง สรรค์จำพ่อไม่ได้ แต่พอบอกเรื่องราวเกี่ยวกับเขา เขาก็เชื่อและแนะนำว่านิดเป็นภรรยาของเขา เมื่อคุณพระจะให้สรรค์กลับไปกับตนและเข้ารักษาตัว สรรค์ปฏิเสธ เขาไม่อยากไปจากเกาะสีชัง แต่พระชาญใช้เล่ห์โดยบอกนิดว่า ถ้าสรรค์ไม่ได้รับการรักษาทันที อาการของโรคจะร้ายแรงถึงชีวิต นิดห่วงสรรค์จึงพูดจาหว่านล้อมสรรค์และบอกว่านิดจะไปด้วย

สรรค์ยอมเข้ากรุงเทพฯ และถูกส่งตัวเข้าผ่าตัดทันที ก่อนเข้าห้องผ่าตัดสรรค์รู้สึกอาลัยอาวรณ์นิดมาก กลัวว่าจะไม่ได้พบนิดอีก เมื่อส่งสรรค์เข้าห้องผ่าตัดแล้ว พระชาญส่งข่าวถึงสุวลีว่าพบสรรค์แล้ว จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้สุวลีได้รู้

ในวันที่สรรค์ฟื้นขึ้นมาหลังผ่าตัด เขาจำพ่อของเขาได้ทันที จำสุวลีได้ แต่ไม่รู้จักนิด และเข้าใจว่าเป็นภรรยของพ่อ พระชาญทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่อธิบายความเข้าใจผิดของสรรค์ และไม่บอกว่านิดเป็นใคร นิดขมขื่นใจมาก ที่เสียม (สรรค์) จำเธอไม่ได้เสียแล้ว มิหนำซ้ำนิดยังเห็นสรรค์แสดงความรักกับสุวลีอย่างดูดดื่มด้วย

นิดออกจากโรงพยาบาลเดินไปตามถนนด้วยความเศร้าหมองและคิดสับสนวุ่นวาย ในที่สุดพระชาญตามมาและพาไปสำนักงานจัดหางาน นิดได้ไปทำงานที่บ้านของ คุณหญิงมะลิ ซึ่งเป็นญาติกับสุวลี ภรรยาของ พระธรรมนูญภักดี นิดทำงานที่นี่ถูกกลั่นแกล้งและกล่าวหาว่าขโมยแหวนเพชร ต้องขึ้นศาล พระยาธรรมนูญช่วยเป็นพยานให้ นิดพ้นผิดและออกจากบ้านคุณหญิงมะลิ มาอยู่กับนาง ชด ซึ่งเป็นผู้จัดการละคร ด้วยรูปลักษณ์ของนิด นางชดจึงให้นิดแสดงละครเป็นนางเอก ใช้ชื่อว่า " วนิดา " นิดเป็นนางเอกที่ได้รับความนิยมมาก งานละครเฟื่องฟูสูงสุด ในขณะที่สรรค์หลังจากผ่าตัดแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานน้อยลงมาก ไม่สามรถรับราชการต่อไปได้ จึงลาออกแล้วเริ่มท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ และวาดรูปธรรมชาติ พระชาญเห็นว่าลูกมีฝีมือทางวาดภาพ จึงลงทุนให้เปิดสำนักงานรับวาดภาพ

ในวันที่สรรค์เปิดสำนักงานวาดภาพ นิดซึ่งรู้จากหนังสือพิมพ์โฆษณาว่าสรรค์จะเปิดร้าน ได้มาที่ร้านและพบกับสรรค์ นิดขอให้สรรค์วาดภาพให้ขนาดเท่าตัวจริง นิดมาที่ร้านทุกวันเพื่อเป็นแบบให้สรรค์วาด ตลอดเวลานิดพยายามพูดจาทดสอบความจำของสรรค์ แต่ไม่มีผล เมื่อวาดภาพเสร็จ สรรค์อยากรู้จักบ้านและผู้ปกครองของนิด แต่นิดนัดให้สรรค์ไปดูละคร วันนี้สรรค์จึงรู้ว่านิดที่เขาวาดภาพให้นั้นเป็นนางเอกละคร

สรรค์ขอให้นิดเป็นแบบให้เพื่อเขียนภาพส่งเข้าประกวดในงานรัฐธรรมนูญ นิดเต็มใจเพราะต้องการให้สรรค์ได้แสดงฝีมือให้เป็นที่รู้จักของสังคมและมีรายได้มากขึ้นในการวาดภาพและขายภาพ เมื่อรูปที่สรรค์ส่งเข้าประกวดในงานรัฐธรรมนูญชนะเลิศรางวัลที่ 1 นิดและสรรค์ฉลองความสำเร็จโดยออกเที่ยวกันเกือบตลอดทั้งคืนนั้น และสรรค์ได้สารภาพรักกับนิด (วนิดา) แล้วเมื่อเขากลับถึงบ้านคืนนั้น พ่อบอกเขาว่าเขาควรจะแต่งงานกับสุวลีได้แล้ว ด้วยความรับผิดชอบเขาตอบตกลงทั้งๆที่ใจเขายังรักนิดอยู่ วันรุ่งขึ้นเขาเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัวของสุวลี โดยเขียนจดหมายถึงนิดบอกว่าเขาจำต้องแต่งงานกับสุวลี เขาฝากจดหมายให้กับพระชาญมอบให้นิดด้วย

ส่วนนิดคืนเดียวกัน เมื่อเธอกลับบ้านเธอได้พบกับเนื่อง ซึ่งมาส่งข่าวว่าแม่ป่วยมาก ต้องการพบนิด นิดกลับเกาะสีชังในวันรุ่งขึ้น โดยบอกคนที่บ้านว่าถ้าสรรค์มาหาให้บอกว่าเธอกลับไปเกาะสีชัง อีกไม่กี่วันจะกลับเพราะต้องกลับมาแสดงละครที่กำลังจะเปิดการแสดง หลังจากดูแลรักษาแม่จนอาการดีขึ้นแล้ว นิดรีบกลับมาเพี่อซ้อมละคร เธอไปหาสรรค์ที่บ้านพบพระชาญเอาจดหมายของสรรค์ที่ฝากไว้มาให้ นิดอ่านแล้วเป็นลมอยู่ตรงนั้น และเวลาแสดงละครนิดก็แสดงอย่างไม่มีสมาธิ และในวันสุดท้ายของการแสดงนิดเป็นลมกลางเวทีในตอนจบของเรื่อง ผู้จัดการละครให้นิดกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกาะสีชัง การป่วยทางใจและทางกายของนิดสร้างความทุกข์ใจให้แม่ พี่ และเชิด ทุกดูแลเอาใจใส่นิดอย่างดีแต่ว่าอาการของนิดก็ยังไม่ดีขึ้นเลย นิดเป็นไข้สูงถึงกับเพ้อถึงเสียม เชิดนั่งเฝ้าไข้อยู่ได้ยินจึงรู้ว่าเสียมซึ่งนิดเคยหลอกทางบ้านว่าตายแล้ว ยังมีชีวิตอยู่และทอดทิ้งนิด เชิดโกรธมาก เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯทันที

สรรค์ซึ่งหลังจากกลับจากการท่องเที่ยวกับครอบครัวของสุวลีแล้ว ก็ได้ไปหานิดแต่ก็ได้คำตอบว่ากลับบ้านที่เกาะสีชัง เขาคิดถึงนิดและไม่รู้ว่านิดรู้สึกอย่างไรที่ได้อ่านจดหมายของเขา คืนหนึ่งเขาซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน เขาพบว่าหนังสือพิมพ์ได้ลงภาพประกวดชนะเลิศของเอเชียที่ประกวดที่ฟิลิปปินส์ ภาพชื่อ " สาวน้อย " วาดภาพโดยสรรค์ โพธิธารา เขาแปลกใจมากว่าเขาไม่เคยวาดภาพนี้เลย เขาจำไม่ได้ว่าเขียนที่ไหน แต่ผู้เป็นแบบคือหญิงสาวที่เขารู้สึกว่าคุ้นเคยมาก และยิ่งคิดเขาก็ยิ่งแน่ใจว่านางแบบในภาพเหมือนนิดมาก เขารีบกลับบ้านเอาภาพที่ชนะการประกวด ที่นิดเป็นแบบวาดส่งเข้าการประกวดงานรัฐธรมนูญ มาวางเทียบกัน ขณะที่เขากำลังพินิจพิจารณาความคิดที่ดิ่งลงทำให้เขาเริ่มรู้อะไรบางอย่างแล้วนั้นเอง เขาถูกเชิดเข้ามาลอบยิงถูกที่ท้ายทอยอย่างเฉียดๆ แต่ความดังของเสียงปืนที่ระเบิดขึ้น ทำให้เขาสลบไปทันที

เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา สมองเขาจำความได้แล้วเกี่ยวกับภาพทั้งสอง ที่เขากำลังดูอยู่ก่อนถูกยิง และเมื่อพ่อบอกว่ามีคนมาลอบยิงและถูกจับตัวได้แล้ว เขาบอกได้ทันทีว่าชื่อเชิด เมื่อเขาไปเยี่ยมเชิดที่โรงพัก และรู้ว่านิดป่วยหนักอยู่ที่เกาะสีชัง เขาออกเดินทางไปทันที เขาจำได้ทั้งหมดเกี่ยวกับบ้านที่เขาเคยอยู่ที่เกาะสีชัง และพบกับนิด นางแบบภาพ " สาวน้อย " ในที่สุด